Balanced 2.5mm ดีจริงหรือเปล่า?

เคยสังเกตไหมครับว่าช่วงหลังๆ หูฟังหรือเครื่องเล่นเพลงที่ออกใหม่มักจะมีขั้วแปลกๆ โผล่มาให้เห็น โดยเฉพาะหูฟังที่เปลี่ยนสายได้ก็มักจะมีสายประเภทนี้ออกมาให้หาซื้อง่ายขึ้นกว่าเดิม (ชม 8 หูฟังถอดเปลี่ยนสายได้สุดคุ้มค่า) ซึ่งเจ้าสายแปลกๆที่พูดถึงนี้ก็คือสาย Balanced ที่เป็นขั้ว 2.5mm นั่นเอง โดยเจ้าขั้วนี้จะมีขนาดเล็กกว่าขั้ว AUX หรือ 3.5mm โดยเจ้า Balanced 2.5mm จะมีข้อดี ข้อเสียอย่างไรบ้าง มาติดตามกันเลยครับ

ทำความรู้จัก Balanced 2.5mm กันสักนิด!

ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาจริงๆ เรามาทำความรู้จักกับเจ้าขั้ว Balanced ชนิด 2.5mm กันก่อน โดยขั้วชนิดนี้เปิดตัวเป็นที่รู้จักและแจ้งเกิดจริงๆจากค่าย Astell&Kern หรือ AK ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องเล่นเพลง (DAP) ระดับโลกเลยทีเดียว ถือเป็นเจ้าแรกที่ทำให้ช่องบาลานซ์ 2.5มม เป็นรู้จักในวงกว้างอย่างจริงจัง จนตอนนี้ในตลาดเครื่องเสียงเองก็เริ่มทำขั้วนี้เป็นมาตรฐานทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับให้ผู้บริโภคอย่างเราๆเกิดอาการอยากได้อยากโดนกันไปตามๆกัน โดยเฉพาะหูฟังที่สามารถถอดเปลี่ยนสายได้ ก็มีสายประเภทนี้ออกมาหาซื้อได้ง่ายกว่าแต่ก่อนเยอะครับ

ช่อง Balanced 2.5mm ดียังไง?

มาถึงคำถามที่หลายๆคนอยากรู้ว่าบาลานซ์ 2.5mm ดียังไง มีผลต่อเสียงมากน้อยแค่ไหน จากที่ทางเรา Mercular.com ลองทดสอบโดยเปรียบเทียบกับช่อง AUX หรือ 3.5mm โดยทั่วไป พบว่ารายละเอียดของบาลานซ์ 2.5mm ค่อนข้างสงัดกว่า การรบกวน (Noise) น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้มิติ เวทีเสียงเห็นตำแหน่งค่อนข้างแน่นอนเลยทีเดียวครับ ทีนี้บางท่านยังสงสัยต่อว่าการทำงานของมันแท้จริงแล้วเป็นอย่างเรา ซึ่งตรงนี้ทางเราเองขออธิบายเพิ่มเติมว่าจริงๆแล้ว มันเป็นการทำงานในแบบฉบับของช่อง Balanced ซึ่งวิธีการทำงานของมันก็สมชื่อจริงๆ คือเป็นการสร้างสัญญาณขึ้นมาหักล้างกับสัญญาณรบกวน จนเกิดความสมดุล (Balance) ขึ้นนั่นเอง โดยตรงนี้แหละจะทำให้เรารู้สึกว่าเสียงที่ออกมาค่อนข้างสมจริง เหมือนออกมาจากต้นฉบับ (Source) เลยทีเดียวครับ

ข้อจำกัดของ Balanced 2.5mm

ถึงคุณภาพเสียงจะดีขึ้น แต่ที่แน่นอนทุกอย่างไม่ได้ดีเยี่ยมเสมอไป ซึ่งเราจะมาพูดถึงข้อจำกัดของบาลานซ์ 2.5มม กันบ้าง อย่างที่ทราบกันดีว่าในชีวิตประจำวันการฟังเพลงของคนทั่วไปมักจะนิยมใช้หูฟังกับโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ซึ่งตรงนี้เองที่เป็นข้อจำกัดของ Balanced 2.5mm เพราะว่ามันไม่พอดีกับรูเสียบ AUX ที่รองรับขนาด 3.5mm นั่นเอง เรียกได้ว่าหลวมเลยทีเดียว ต้องอาศัยตัวแปลงอย่าง Adapter ก่อนจะไปถึง 3.5mm เรียกได้ว่าเป็นการเชื่อมต่อถึง 2 ขยักเลยครับ (ยิ่งเชื่อมต่อเยอะโอกาสเกิดการรบกวนก็มีมากขึ้น) ท้ายที่สุดแล้วทางออกของปัญหาตรงนี้อาจจบที่การซื้อ DAP (เครื่องเล่นเพลงขนาดพกพา) ซึ่งก็มีราคาที่หลากหลายแล้วแต่จะเลือกครับ สิ่งสำคัญคือต้องเลือกชนิดที่รองรับ Balanced 2.5mm ด้วยเช่นกัน เพราะไม่งั้นซื้อผิด ชีวิตเปลี่ยน ไม่ต่างอะไรจากการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนนั่นเอง!

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับบทความนี้ หลายๆคนอาจจะเกิดความอยากรู้อยากลองช่องเสียบ Balanced 2.5mm กันเลยทีเดียว (Fiio X7 Mark II ที่กำลังจะออกเองก็มีช่อง BAL ให้ใช้แล้วครับ) ซึ่งท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดนอกจากเรื่องอุปกรณ์คือ Source เพลงนั่นเอง หากไฟล์เพลงคุณภาพไม่ดี จะมีอุปกรณ์สักเท่าไหร่ก็ไม่สามารถรีดประสิทธิภาพออกมาได้หมดครับ สำหรับบทความนี้หากชอบอย่าลืมกดแชร์ไปให้เพื่อนๆอ่าน หรือถ้าหากมีข้อแนะนำใดๆสามารถคอมเม้นท์ได้ที่ Facebook: Mercular.com ได้เลยครับ  

Tags :

รีวิวและบทความที่เกี่ยวข้อง