4 เรื่องลับที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับวันคริสมาสต์

25 ธ.ค. 2563

4 เรื่องลับที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับวันคริสมาสต์

วันคริสมาสต์เป็นหนึ่งในเทศกาลที่โด่งดังและแพร่หลายที่สุดในโลก แม้กระทั่งในประเทศที่ไม่นับถือศาสนา หรือศาสนาคริสต์ไม่เป็นที่นิยมมากนัก ก็ยังถือว่าเป็นวันที่หลาย ๆ คนจดจำ แต่นอกเหนือจากเรื่องราวที่เป็นคล้ายวันประสูติของพระคริสต์ วันแห่งครอบครัว การแลกของขวัญ คุณลุงใจดีในชุดแดง และกวางบินได้แล้วคริสมาสต์ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจ หรือเรื่องดี ๆ อีกมากมายซึ่งเราจะขอแนะนำให้รู้จักกัน 


____>Gadgets ของขวัญแบบไหนที่ควรให้ผู้ชาย(คลิก)


1. ปาฏิหารย์ของวันคริสมาสต์เกิดขึ้นได้แม้ในสงคราม

christmas truce 1914

ในปี 1914 ซึ่งเป็นช่วงระอุของสงครามโลกครั้งที่ 1 ใน เยอรมนี และอังกฤษนั้นตรึงกองกำลังทหารเอาไว้ ณ ชายแดนของฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม เพื่อแย่งชิงชัยภูมิทางทะเลให้กับฝ่ายของตัวเอง ทำให้พื้นที่สงครามนี้มีความตึงเครียดสูงมาก ๆ และรบรากันต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน จนกระทั่งวันที่ 24 ธันวาคมของปีนั้นเอง ทหารเยอรมันที่ร่วมรบในสงครามก็ฉลองวันคริสมาสต์กันเองของพวกเขาและร้องเพลง Silent Night ตามธรรมเนียม ฝ่ายทหารอังกฤษที่ได้ยินเพลงนั้น ก็เริ่มคิดถึงวันคริสมาสต์และร้องตามบ้าง จนทหารกว่า 100,000 ในวันนั้นร่วมร้องเพลงเป็นเสียงเดียวกัน จนถึงบางคนหยิบเครื่องดนตรีของตนออกมาเล่นประกอบไปด้วย ทำให้ในวันต่อมา (25 ธ.ค. 1914) ทหารเยอรมันออกมาทักทายทหารอังกฤษจากสนามเพลาะของตัวเอง จนเกิดเป็นการสงบศึกสั้น ๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมงอย่างเป็นทางการ ในชื่อว่า Christmas Truce แต่แม้กระนั้นในวันต่อ ๆ มา ทหารเหล่านั้นเริ่มหมดกำลังใจที่จะสู้และไม่มีการต่อสู้กันต่อเนื่อง จนต้องมีการย้ายกองทหารประจำการชุดเดิมออกไปนั่นเอง โดยเหตุการณ์นี้ก็ได้ถูกนำมาเป็นหนังสั้นที่ซึ้งกินใจ เพื่อสะท้อนให้เห็นปาฏิหารย์แห่งวันคริสมาสต์และพลังของดนตรีที่ไร้พรมแดน โดยผู้อ่านสามารถเสิร์ช Christmas Truce Short film ได้ใน Search Engine หรือ Youtube เพื่อรับชมตัวภาพยนตร์นี้ได้ โยมีความยาวเพียง 13 นาทีโดยประมาณเท่านั้น นอกจากนั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารเยอรมันบางกลุ่มก็ได้ส่งของขวัญให้กับเชลยศึกของตัวเองในสมัยนั้น โดยแอบซ่อนแผนที่สำหรับแหกคุกให้กับเชลยเหล่านั้นนั่นเอง

2. ทำไมต้องจูบกันใต้ต้นมิสเทิลโทล

kiss under mistletoe

ถ้าเห็นมิสเทิลโทลแล้วจะต้องจูบกับคนที่อยู่ใกล้ที่สุด อาจจะเป็นเรื่องที่ภาพยนตร์ส่วนมากเล่าให้คุณฟัง แต่ตำนานของเจ้าต้นไม้แห้งวันคริสมาสต์นี้มีอะไรมากกว่านั้น เพราะธรรมเนียมการจุ๊บกันใต้ต้นไม้ชนิดนี้มีมานานกว่าพันปี ตั้งแต่ยุคสมัยของกรีกโบราณในเทศกาลตามประเพณีที่เรียกว่า Saturnalia ที่เป็นประเพณีเก็บเกี่ยวผลของเจ้าต้นไม้ชนิดนี้เพื่อนำไปทำเป็นยา โดยในช่วงเวลานี้ผู้ชายมีสิทธิที่จะจูบกับผู้หญิงที่ตัวเองชอบก่อนที่พวกเขาจะเก็บเกี่ยวผลของมิสเทิลโทจนหมด ซึ่งประเพณีนั้นคาดว่าจะจัดอยู่ในช่วงกลางธันวาคมจนถึงปลาย ๆ (เพราะเป็นประเพณีการเก็บเกี่ยวจึงมีระยะเวลายาวนาน) ซึ่งในภายหลังมันก็ถูกผูกรวมไว้กับวันคริสมาสต์นั่นเอง อันที่จริงแล้วเรื่องเล่าเกี่ยวกับมิสเทิลโทนั้นยังมีอีกเรื่องที่เก่าแก่และน่าสนใจมาก ๆ เพราะถือว่ามีบทบาทสำคัญในปกรนัมชาวนอร์ส ซึ่งถ้าไม่เก็ทก็ต้องพูดว่าเป็นเรื่องของพวกเทพ โอดิน ธอร์ โลกิ อะไรแบบนี้ ผู้อ่านน่าจะเห็นภาพมากกว่า โดยเจ้า Mistletoe นี้ถูกโลกินำไปเป็นอาวุธสังหารเทพแห่งความดีงาม บาลเดอร์ จนเสียชีวิตจนทำให้เกิดสงคราม Ragnarok ขึ้น แต่เมื่อสงครามเทพ บาลเดอร์ นั้นก็ได้ฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง เปรียบเสมือนความดีงามนั้นไม่มีวันถูกทำลาย หรือทำให้หายไปได้ Mistletoe นั้นกลายเป็นอุปกรณ์ในการพิสูจน์เรื่องนี้และกลายเป็นสัญลักษณ์ของสันติสุขและความรัก 

3. จดหมายถึงขั้วโลกเหนือจะได้รับการตอบกลับถ้าส่งไปถูกที่

วิธีส่งจดหมายหาซานต้า

การขอของขวัญจากซานตาครอสผ่านจดหมายในวันคริสมาสต์นั้น เรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเด็ก ๆ ในยุคปัจจุบันแทบทุกปี ส่วนมากนั้นก็จะใช้วิธีการเขียนขอเอาไว้ในถุงเท้า ข้างเตียง หรือใต้หมอน แต่สำหรับเด็กบางคนนั้นอาจจะกลัวลุงซานต้ามองไม่เห็น ทำให้พวกเขาส่งจดหมายจ่าหน้าไปถึงขั้วโลกเหนือกันตรง ๆ และจดหมายนั้นก็ไปถึงที่จริง ๆ เสียด้วย โดยจดหมายที่จ่าหน้าไปถึงขั้วโลกเหนือนั้น ส่วนมากถ้าไม่ถูกตีกลับพวกมันจะถูกส่งไปที่ เมือง Nuuk ประเทศกรีนแลนด์ หรือตู้ไปรษนีย์ที่อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือมากที่สุดนั่นเอง โดยในปีแรก ๆ นั้นมีจดหมายเพียงไม่กี่พันฉบับเท่านั้นที่มาถึงที่นี่ และชาวเมืองก็จะช่วยกันเขียนตอบเด็ก ๆ เหล่านั้นกลับไป โดยปัจจุบันตู้จดหมายนี้จะถูกเปิดออกในทุก ๆ วันคริสมาสต์อีฟ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลายประเทศที่เริ่มเปิด Santa Post Office เป็นของตัวเอง เพื่อเขียนตอบเด็ก ๆ ในประเทศในฐานะของซานตาครอสในช่วงเทศกาล


สำหรับใครที่อยากส่งจดหมายไปที่ขั้วโลกเหนือก็สามารถลองจ่าหน้าสั้น ๆ กันได้ตามนี้เลย !  (แต่ค่าส่งจ่ายเองตามระเบียบนะครับ)


Santa Claus,

Nuuk, Greenland

2412

4. ซานตาครอสของออสเตรเลียจะแต่งตัวด้วยชุดว่ายน้ำ

ก่อนที่จะลากันไปในบทความนี้ เราขอหยิบเอาหัวข้อเบาสมองมาเอ่ยถึงเป็นข้อสุดท้ายก็แล้วกัน หลาย ๆ คนอาจจะติดภาพของซานตาครอส ที่เป็นคุณลุงตัวอ้วนในชุดกันหนาวที่ขี่เลื่อนหิมะไปกับกวางเรนเดียร์พร้อมหิมะสีขาวโพลนในคืนวันคริสมาสต์ แต่ในบางมุมของโลกวันที่ 25 ธันวานั้นกลับเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของปี โดยเฉพาะประเทศในแถบทวีปออสเตรเลีย ที่ถือว่าเป็นฤดูร้อน และเพื่อให้เข้ากับเทศกาล ในวันคริสมาสต์ที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เราจึงได้เห็นภาพวาดของซานตาครอสในชุดว่ายน้ำและเซิฟบอร์ดจนชินตาเลยนั่นเอง (นอกจากนั้นเพลง Jingle Bell ยังถูกเปลี่ยนเนื้อให้เข้ากันอีกด้วย) และนอกจากนั้นคุณอาจจะได้เห็นการฉลองเทศการนี้ตามชายหาดได้อีกต่างหาก

ก็จบกันไปแล้วกับเรื่องเล่าที่ไม่ต้องรู้ก็ได้แต่น่าสนใจสุด ๆ ในวันคริสมาสต์ ที่อาจจะทำให้คุณอินกับเทศกาลแห่งความสุขนี้มากขึ้นอีกไม่มากก็น้อย สำหรับใครที่อ่านบทความนี้จนจบก็ขอให้มีความสุขตลอดปีต่อไปที่กำลังจะมาถึงนี้นะครับ Merry Christ Mas and Happy New Year ครับ!