เลือกลำโพง Marshall รุ่นไหนดี ที่เหมาะกับคุณ

11 ม.ค. 2566

เลือกลำโพง Marshall รุ่นไหนดี ที่เหมาะกับคุณ

พูดถึงลำโพงแบรนด์ Marshall เชื่อว่าในปัจจุบันแทบจะไม่มีใครไม่รู้จัก ด้วยคาแรคเตอร์ของแบรนด์ที่นำเสนอมากกว่าลำโพง แต่ยังนำเสนอความคลาสสิค และแนวเสียงที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อีกด้วย โดยในปัจจุบันลำโพง Marshall มีให้เลือกมากมายหลายรุ่นแบ่งเป็น 2 ซีรีส์ได้แก่ กลุ่มลำโพงบ้าน Home Speaker ประกอบด้วย Acton III , Stanmore III, Woburn III กับ กลุ่มลำโพงพกพา Portable Speaker ประกอบด้วย Willen, Emberton II, Stockwell II, Kilburn II, Tufton นอกจากนี้ยังมีกลุ่มลำโพงรุ่นที่รองรับระบบ Multiroom และระบบผู้ช่วยเสียง Voice Assistant อีก 3 รุ่น ได้แก่ Uxbridge Voice, Acton II Voice, Stanmore II Voice ทำให้มีลำโพง Marshall มากถึง 10 รุ่นให้เลือกกันเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เยอะรุ่นและหลายๆ รุ่นก็มีหน้าตาที่เหมือนกันจนแทบแยกไม่ออก บทความนี้ Mercular.com จะมาแนะนำว่าลำโพงแต่ละรุ่นแตกต่างกันตรงไหน เหมาะกับใคร และควรเลือกลำโพง Marshall รุ่นไหนดีที่จะเหมาะกับตัวเอง


แนวเสียงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน


Home Speaker VS Portable Speaker


จุดที่หลายๆ คนมักจะนึกถึงเป็นข้อแรกก็คือเรื่องเสียงนั่นเอง ต้องบอกเลยว่าสินค้าทั้ง 2 ซีรีส์นั้นมีแนวเสียงที่ต่างจากกันโดยสิ้นเชิง โดยในซีรีส์ Home Speaker จะให้แนวเสียงที่เน้นไปในโทนอุ่น เบสหนักแน่นกระหึ่มถึงใจ เหมาะกับการฟังเพลงแนวดนตรีสด หรือแนว Rock ที่เน้นเบสเป็นหลัก ซึ่งจะแตกต่างจากซีรีส์ Portable Speaker ที่ให้แนวเสียงที่เป็นสไตล์มหาชน ฟังง่าย ให้รายละเอียดเสียงได้ครบถ้วนทุกๆ ย่าน รวมถึงเบสที่พอดี ในขณะเดียวกันก็ชูย่านกลางและย่านสูงแบบไม่ทับกันครับ เหมาะกับการฟังเพลง Pop, Rock, Jazz, Bossa โดยแต่ละซีรีส์จะมีรุ่นไหนบ้างนั้นเรามาดูกันเลยครับ

add line - blog

Home Speaker

Marshall รุ่นไหนดี ลำโพงซีรีส์ Home Speaker

ลำโพง Marshall ซีรีส์ Home Speaker เป็นลำโพงไร้สายเชื่อมต่อบลูทูธที่ไม่มีแบตเตอรี่ในตัว ต้องเสียบปลั๊กไฟตลอดเวลาในขณะใช้งาน เหมาะกับการใช้งานภายในบ้าน ร้านค้า ออฟฟิศ คาเฟ่ ปัจจุบันมีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ Acton III, Stanmore III, Woburn III เรียงตามขนาดตัวและกำลังขับ โดยทั้ง 3 รุ่นเป็นลำโพงเจเนอเรชันที่ 3 ของซีรีส์แล้ว มีการพัฒนาและอัปเกรดสเปกหลายๆ ด้านให้เป็นปัจจุบัน อาทิเช่น Bluetooth 5.2 ที่มีความเสถียรและประหยัดพลังงานกว่าลำโพงในเจนฯ 2 รวมถึงปรับปรุงคุณภาพเสียงให้ดียิ่งขึ้น


สำหรับสีของตัวลำโพงจะมีให้เลือก 2 สีคือ ดำ และ ครีม โดยแต่ละรุ่นจะมีรูปลักษณ์หน้าตาที่คล้ายกัน ต่างกันที่ขนาดภายนอก สเปกภายใน อินพุตเชื่อมต่อ และปุ่มควบคุมบางอย่างบนตัวลำโพง เอกลักษณ์เด่นของแบรนด์ Marshall อย่างปุ่มหมุน Control Knob บนตัวลำโพงยังคงมีอยู่ในทุกรุ่น ประกอบด้วย ปุ่มวอลลุ่มเพิ่ม-ลดเสียง ปุ่มปรับเสียงเบส และปุ่มปรับเสียงแหลม นอกจากนี้ยังมีปุ่มเล่น-หยุดเพลง ปุ่ม source เลือกแหล่งเสียง และ toggle switch โยกสำหรับเปิด/ปิด ซึ่งปุ่มทั้งหมดให้อารมณ์เหมือนปุ่มควบคุมบนแอมป์กีตาร์นั่นเอง

  • Marshall Acton III (12,990 บาท): รุ่นน้องเล็กของซีรีส์ มาพร้อมขนาดเล็กกะทัดรัดเพียง 260 x 170 x 150 มม. น้ำหนักเพียง 2.85 กก. สเปกรองรับความถี่ 45 - 20,000 Hz มีกำลังขับที่ 60W เหมาะกับการใช้งานในห้องที่มีขนาด 30 ตารางเมตร หรือขนาดประมาณทาวน์โฮม 1 หลัง


  • Marshall Stanmore III (ราคา 18,990 บาท): รุ่นกลางของซีรีส์ ขนาดตัวอยู่ที่ 350 x 203 x 188 มม. น้ำหนัก 4.25 กก. รองรับความถี่ 45 - 20,000 Hz มีกำลังขับที่ 80W รุ่นนี้เพิ่มช่องเชื่อมต่อ RCA เข้ามา รวมถึงรองรับการแปลงเป็นแอมป์กีต้าร์ได้อีกด้วย เหมาะกับการใช้งานในห้องที่มีขนาด 50 ตารางเมตร หรือขนาดประมาณบ้านเดี่ยว 1 หลัง


  • Marshall Woburn III (ราคา 28,990 บาท): รุ่นใหญ่สุดของซีรีส์ ขนาดตัวใหญ่ที่สุด 400 x 317 x 203 มม. น้ำหนักมากหนักพอตัวที่ 7.45 กก. สเปกจัดเต็มโดยรองรับความถี่เสียงที่ 35 - 20,000 Hz กำลังขับ 150W รุ่นนี้เพิ่มช่อง HDMI เข้ามาเป็นครั้งแรกแบรนด์ ทำให้ใช้งานร่วมกับทีวีได้ด้วย เหมาะกับห้องหรือบ้านที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ตั้งแต่ 80 ตารางเมตรขึ้นไป รวมถึงยังตั้งไว้บริเวณสวนหน้าบ้านไปจนถึงสนามฟุตบอลได้อีกด้วย

ตารางเปรียบเทียบลำโพง Marshall Home Speaker

Marshall รุ่นไหนดี ตารางเปรียบเทียบลำโพงซีรีส์ Home Speaker

Portable Speaker

Marshall รุ่นไหนดี ลำโพงซีรีส์ Portable Speaker

สำหรับลำโพงซีรีส์ Portable Speaker มาพร้อมจุดเด่นตามชื่อคือออกแบบเน้นการพกพา มีขนาดตัวกะทัดรัด ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 5 รุ่น ได้แก่ Willen, Emberton II, Stockwell II, Kilburn II และ Tufton เรียงลำดับตามขนาดตัวและกำลังขับ ลำโพงทุกรุ่นในซีรีส์จะมีแบตเตอรี่ภายในตัวพร้อมอายุแบตฯ ที่ฟังได้ยาวนาน มีเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 เป็นพื้นฐาน รองรับการจับคู่อุปกรณ์ได้พร้อมกัน 2 เครื่อง และมีคุณสมบัติกันน้ำ โดยระดับการกันน้ำจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละรุ่น ขณะที่รุ่นใหม่อย่าง Willen, Emberton II มีคุณสมบัติกันฝุ่นเพิ่มมา รวมถึง Stack Mode และรองรับการใช้งานร่วมกับแอปฯ Marshall Bluetooth บนสมาร์ตโฟนได้


ด้านแนวเสียงของลำโพงซีรีส์ Portable Speaker แน่นอนว่ามีความแตกต่างกับซีรีส์ Home Speaker พอสมควร แนวเสียงจะเป็นสไตล์มหาชน เน้นฟังสนุก ฟังง่าย ให้รายละเอียดเสียงได้ครบถ้วนทุกย่าน พร้อมเบสที่ลงได้ลึกแบบพอดีๆ และเสียงกลางที่คมชัดโดดเด่น ตอบโจทย์การฟังเพลงแทบทุกแนว

  • Marshall Willen (ราคา 3,990 บาท): น้องเล็กของซีรีส์ Portable Speaker ที่เพิ่งเปิดตัวออกมาใหม่ล่าสุดในปี 2022 มีให้เลือก 2 สีคือดำกับครีม ขนาดกะทัดรัดเพียง 101 x 105 x 40 มม. น้ำหนักเบาหวิวเพียง 310 กรัม มาพร้อมจุดเด่นคือออกแบบเน้นการใช้งานสมบุกสมบัน มีสายคาดยางด้านหลังสำหรับแปะติดกับเสาหรือแฮนด์จักรยาน มีคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่น IP67 และฟีเจอร์ใหม่อย่าง Stack Mode จับคู่ลำโพงหลายตัวเล่นเสียงพร้อมกัน เสียงลำโพงจะดังขึ้น ใช้งานร่วมกับแอปฯ Marshall Bluetooth ได้ สเปกด้านเสียงรองรับความถี่ 100 - 20,000 Hz กำลังขับ 10W แบตเตอรี่ฟังได้สูงสุด 15 ชั่วโมง เหมาะสำหรับพกพาติดกระเป๋าไปฟังเพลงโปรดในทุกสถานที่


  • Marshall Emberton II (ราคา 7,490 บาท): อดีตน้องเล็กของซีรีส์ที่อัปเกรดใหม่เป็นเจเนอเรชันที่ 2 แล้ว รูปลักษณ์หน้าตาคล้ายกับรุ่นแรก มีให้เลือก 2 สีคือดำกับครีม ขนาดตัวเท่าเดิมที่ 68 x 160 x 76 มม. ถือพกพาสะดวกด้วยน้ำหนักเพียง 700 กรัม วัสดุหุ้มภายนอกเป็นยางขัดผิวคล้ายหนัง อัปเกรดให้กันน้ำกันฝุ่นได้ที่ระดับ IP67 มี Stack Mode จับคู่ลำโพงหลายตัวเล่นเสียงพร้อมกันให้ดังมากขึ้น ใช้งานร่วมกับแอปฯ Marshall Bluetooth ได้ สเปกด้านเสียงรองรับความถี่ 60 - 20,000 Hz กำลังขับ 20W แบตเตอรี่ฟังได้สูงสุด 30 ชั่วโมง เหมาะสำหรับพกพาไปฟังเพลงได้ทุกสถานที่ ตอบโจทย์พื้นที่ใช้งานกว้างราวๆ 20 ตารางเมตร คนฟัง 6-7 คน


  • Marshall Stockwell II (ราคา 10,990 บาท): ใหญ่ขึ้นมาหน่อยกับขนาด 180 x 161 x 70 มม. น้ำหนัก 1.38 กก. กับสีที่มีให้เลือกถึง 4 สีคือ Black, Grey, Indigo และ Black & Brass พิเศษด้วยหมุดด้านข้างขนาดเดียวกับหมุดใส่สายสะพายบนกีต้าร์สำหรับใส่หูหิ้ว และยังมาพร้อมช่องเชื่อมต่อ AUX 3.5 mm อีกด้วย กันน้ำกระเซ็นที่มาตรฐาน IPX4 สเปครองรับความถี่ที่ 50 - 20,000 Hz กำลังขับ 20W ตอบโจทย์พื้นที่ใช้งานกว้างราวๆ 30 ตารางเมตร พกไปเที่ยว หรือตั้งฟังบนโต๊ะทำงาน


  • Marshall Kilburn II (ราคา 14,990 บาท): ขยับขึ้นมาอีกนึดพร้อมสเปกเสียงที่เต็มมากขึ้น รุ่นนี้ขนาดอยู่ที่ 243 x 162 x 140 มม. น้ำหนักอยู่ที่ 2.5 กก. มี 4 สีให้เลือก 2 สีคือดำล้วนกับดำทอง มาพร้อมสายหิ้วและหมุดใส่สายสะพายแบบเดียวกับในรุ่น Stockwell II มีช่องเชื่อมต่อ AUX 3.5mm. เชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 พร้อมรองรับ Codec ไร้สาย aptX เป็นรุ่นเดียวในซีรีส์นี้ กันละอองน้ำมาตรฐาน IPX2 ตอบสนองความถี่ 52 - 20,000 Hz กำลังขับ 36W ตอบโจทย์การฟังในพื้นที่กว้างราวๆ 50 ตารางเมตร พื้นที่ outdoor รวมถึงห้องขนาดใหญ่


  • Marshall Tufton (ราคา 20,990 บาท): รุ่นใหญ่ที่สุดในซีรีส์ลำโพง Portable Speaker โดดเด่นด้วยดีไซน์แนวตั้งพร้อมสายหนังสำหรับหิ้ว ขนาดอยู่ที่ 229 x 163 x 350 มม. น้ำหนัก 4.9 กก. มีสีเดียวให้เลือกคือสีดำ เชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 มีช่องเสียบ AUX 3.5mm กันละอองน้ำมาตรฐาน IPX2 สเปกด้านเสียงตอบสนองความถี่ 50 - 20,000 Hz กำลังขับ 80W เสียงดังและใหญ่มาก ตอบโจทย์พื้นที่ใช้งาน 60 ตารางเมตรขึ้นไปได้สบาย หรืองานปาร์ตี้ที่มีคนเข้ารวมหลักสิบคน

ตารางเปรียบเทียบลำโพง Marshall ซีรีส์ Portable Speaker

Marshall รุ่นไหนดี ตารางเปรียบเทียบลำโพงซีรีส์ Portable Speaker

Multi-Room Speaker

ลำโพง Marshall Uxbridge Voice with Google Assistant Bluetooth Speaker ราคา

และสำหรับซีรีส์สุดท้ายที่จะมาแนะนำกันในวันนี้คือ Marshall Multi-Room Speaker หรือลำโพงอัจฉริยะที่มาพร้อมรูปร่างหน้าตา สเปคภายในและแนวเสียงแบบเดียวกับในซีรีส์ Bluetooth Home Speaker โดยมีจุดที่แตกต่างคือในซีรีส์นี้จะมีสีให้เลือกเพียงแค่สีเดียวคือ Black มีการเพิ่มจุดไฟแสดงผลจุด 4 จุดบนแถบโลหะด้านหน้าของตัวลำโพง เพิ่มผู้ช่วยเสียงอัจฉริยะ Google Assistant ส่วนของการเชื่อมต่อมีทั้ง Bluetooth, Wifi และช่อง AUX/3.5 mm. ไมโครโฟนภายในตัวที่พร้อมรับเสียงสั่งการตลอดเวลามีระยะการรับเสียงที่กว้าง รองรับคำสั่งที่หลากหลายเช่น เปิดเพลง, รายงานสภาพอากาศ และสั่งการเปิด/ปิดอุปกรณ์ Smarthome ภายในบ้านได้ เชื่อมต่อลำโพงหลายๆ ตัวเข้าระบบเดียวกันแบบ Multi-Room และยังรองรับการ Streaming ผ่าน Google Chromcast อีกด้วยครับ

  • Uxbridge Voice (ราคา 7,990 บาท): น้องเล็กสุดของซีรีส์ที่เพิ่งเปิดตัวกันไม่นาน อีกรุ่นที่เป็น ลำโพงมาแชล 2020 มาพร้อมขนาดที่ 128 x 168 x 123 มิลลิเมตร และน้ำหนักเพียง 1.39 กิโลกรัมเท่านั้น แตกต่างจากรุ่นอื่นด้วยแผงควบคุมที่เปลี่ยนจาก Control Knob มาเป็น Panel Control หรือปุ่มกดทั้งหมด การเชื่อมต่อมีเพียง Bluetooth 4.2 เท่านั้น โดยเพิ่มเติมด้วยการรองรับ Streaming ผ่าน Apple AirPlay 2 พร้อมสเปคที่รองรับ 54 - 20,000 Hz และแรงขับที่ 30 Watts เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ราวๆ 15 ตารางวา เช่นห้องนอนขนาดเล็กหรือห้องนั่งเล่นในคอนโดฯครับ


  • Acton II Voice (ราคา 13,990 บาท): รุ่นกลางของซีรีส์นี้ ที่มีขนาดและหน้าตาเหมือนกับรุ่น Acton II Bluetooth ทุกประการ แต่จะหนักมากกว่าที่ 3 กิโลกรัม เชื่อมต่อ Bluetooth 5.0, Wifi และ AUX/3.5 mm. พร้อมส่วนของสเปครองรับความถี่เสียงที่ 50 - 20,000 Hz แรงขับที่ 60 Watts เหมาะกับการใช้งานในห้องที่มีขนาด 30 ตารางวา หรือขนาดประมาณ Townhome (1 หลัง) ครับ


  • Stanmore II Voice (ราคา 19,990 บาท): และรุ่นใหญ่สุดที่มีขนาดเท่ากันกับ Stanmore II Bluetooth แต่จะหนักกว่าเล็กน้อยอยู่ที่ 4.85 กิโลกรัม เชื่อมต่อครบถ้วนแบบเดียวกับ Acton II Voice และยังเพิ่มช่อง RCA เข้ามาอีกด้วย สำหรับสเปครองรับความถี่เสียงที่ 50 - 20,000 Hz แรงขับ 80 Watts ตอบโจทย์การใช้งานในห้องที่มีขนาด 50 ตารางวา หรือขนาดประมาณ บ้านเดี่ยว (1 หลัง) ครับ

ตารางเปรียบเทียบลำโพง Marshall กลุ่ม Multi-Room Speaker

ลำโพง Marshall Stanmore II Voice with Google Assistant Bluetooth Speaker ราคา

ลำโพง Marshall แต่ละซีรีส์นั้นมีจุดเด่นและแนวเสียงที่แตกต่างกัน การเลือกลำโพงให้เหมาะสมที่สุดควรเลือกไปเลยว่าอยากได้แนวเสียงแบบใดและต้องการนำไปใช้งานอย่างไร ถ้าชอบเบสหนักเน้นฟังแนวร็อค ดนตรีสด ก็ต้องซีรีส์ Home Speaker แต่ถ้าชอบเสียงสไตล์โปร่ง กว้าง สว่าง เบสลูกปานกลาง ฟังได้ทุกแนวเพลงก็ต้องซีรีส์ Portable Speaker ขณะเดียวกัน หากเน้นใช้งานภายในบ้าน ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหนบ่อยๆ เลือก Home Speaker และ Multi-Room Speaker ได้เลย แต่หากต้องพกพาไปข้างนอกหรือใช้งาน outdoor บ่อยๆ แน่นอนว่าต้องเลือกลำโพงซีรีส์ Portable Speaker


ลำโพงทั้ง 2 ซีรีส์ล้วนมาพร้อมสเปกและฟีเจอร์แตกต่างกันไป แนะนำว่าควรเลือกรุ่นที่มีฟีเจอร์เหมาะกับการใช้งาน จำนวนวัตต์ที่เยอะหมายถึงความดังที่มากขึ้นซึ่งจะมาพร้อมกับขนาดลำโพงที่ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย หากเน้นพกพาเป็นหลักลำโพง Portable ตัวเล็กๆ จะเหมาะกว่า แต่ถ้าต้องการพลังเสียงแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ฟีเจอร์การทำงานครบ ลำโพงรุ่นใหญ่หน่อยก็ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดี


หวังว่าบทความนี้น่าจะพอเป็นไกด์ไลน์ให้กับคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าต้องเลือกลำโพง Marshall รุ่นไหนดี ลำโพงแต่ละรุ่นมีจุดเด่นของตัวเอง ลองฟังเสียง ลองเปรียบเทียบสเปกแต่ละรุ่นดูว่าชอบแบบไหน ใช้งานแบบไหน ครอบคลุมความต้องการของเราหรือไม่ แล้วคุณจะพบเจอลำโพงที่ใช่สำหรับตัวเราที่สุด อย่างไรก็ตาม ลำโพง Marshall หลายรุ่นมีของปลอมระบาดจำนวนมาก หากคุณไม่มั่นใจหรือกังวลว่าลำโพงที่ซื้อจะเป็นของปลอมหรือไม่ ก่อนซื้อควรรู้วิธีการเช็คลำโพง Marshall ว่าเป็นของแท้หรือปลอมเพื่อที่จะได้ไม่ถูกหลอก สุดท้ายนี้ Mercular.com ต้องขาตัวลาไปก่อน ติดตามบทความ Buying Guide ดีๆ แบบนี้ได้ที่เว็บไซต์ของเรา สำหรับครั้งนี้สวัสดีครับ

best-seller-ads
article-banner-1
article-banner-2